ขายไส้กรอกปิ้งกับไส้กรอกทอด ต้นทุนต่อไม้ต่างกันไม่มาก แต่กำไรต่างกันได้ ไส้กรอกปิ้งมีต้นทุนต่อไม้โดยทั่วไปประมาณ 7 ถึง 8 บาท ส่วนไส้กรอกทอดประมาณ 8 ถึง 9 บาท เพราะมีค่าน้ำมันเพิ่มเข้ามา ถ้าขายไม้ละ 10 ถึง 15 บาท ปิ้งจะเหลือกำไรต่อไม้มากกว่าทอดเล็กน้อย แต่ทอดทำได้เร็วและทีละหลายชิ้น เหมาะกับทำเลคนเดินเยอะ บทความนี้แยกต้นทุนให้เห็นทุกบาท ทั้งค่าไส้กรอก ค่าแก๊ส ค่าถ่าน ค่าน้ำมัน พร้อมตารางเทียบและวิธีคิดกำไรต่อวัน เพื่อให้พ่อค้าแม่ค้าเลือกแบบที่เหมาะกับร้านตัวเอง
ก่อนคิดกำไร ต้องได้ของต้นทุนต่ำก่อน ลองดูว่าจะซื้อไส้กรอกที่ไหนให้ได้ราคาส่งถูกและของคุณภาพดี เพราะค่าไส้กรอกคือต้นทุนก้อนใหญ่ที่สุดของทั้งสองแบบ

ต้นทุนไส้กรอกปิ้งมีอะไรบ้าง
ไส้กรอกปิ้งหรือย่าง ต้นทุนหลักมีสามส่วน คือ ตัวไส้กรอก เชื้อเพลิงที่ใช้ปิ้ง และของจุกจิกอย่างไม้เสียบ ถุง และน้ำจิ้ม เชื้อเพลิงของการปิ้งคือถ่านหรือแก๊ส ซึ่งราคาต่อไม้ถูกกว่าน้ำมันมาก
ค่าไส้กรอกคือก้อนใหญ่สุด ถ้าซื้อราคาส่งกิโลกรัมละ 80 ถึง 180 บาท หนึ่งไม้ใช้ไส้กรอกราว 40 ถึง 60 กรัม ต้นทุนไส้กรอกต่อไม้จึงอยู่ราว 5 ถึง 8 บาท ส่วนถ่านถุงหนึ่งราคาประมาณ 40 ถึง 60 บาท ปิ้งได้หลายร้อยไม้ เฉลี่ยแล้วค่าเชื้อเพลิงต่อไม้เพียง 0.20 ถึง 0.40 บาทเท่านั้น
ค่าไม้ ถุง และน้ำจิ้มที่คนมักลืมคิด
หลายร้านคิดแต่ค่าไส้กรอกกับค่าถ่าน แล้วลืมของเล็ก ๆ ที่บวกรวมกันแล้วไม่น้อย ไม้เสียบราคาราว 0.20 ถึง 0.50 บาทต่อไม้ ถุงและน้ำจิ้มอีกราว 0.50 ถึง 1 บาทต่อไม้ ถ้าแจกน้ำจิ้มแบบไม่จำกัด ต้นทุนส่วนนี้จะสูงขึ้น การตวงน้ำจิ้มใส่ถ้วยเล็กช่วยคุมต้นทุนได้ดี
รวมแล้วต้นทุนไส้กรอกปิ้งต่อไม้โดยทั่วไปอยู่ราว 7 ถึง 8 บาท เมื่อขายไม้ละ 10 ถึง 15 บาท จะเหลือกำไรต่อไม้ราว 3 ถึง 7 บาท
ต้นทุนไส้กรอกทอดมีอะไรบ้าง
ไส้กรอกทอดมีต้นทุนคล้ายปิ้ง คือ ตัวไส้กรอก ไม้ ถุง และน้ำจิ้ม แต่ต่างกันตรงเชื้อเพลิง เพราะการทอดต้องใช้น้ำมันและใช้แก๊สไฟแรงต่อเนื่อง สองอย่างนี้ทำให้ต้นทุนต่อไม้สูงกว่าการปิ้งเล็กน้อย
น้ำมันปาล์มราคาลิตรละประมาณ 45 ถึง 55 บาท ร้านทอดใช้น้ำมันวันละ 2 ถึง 3 ลิตร และต้องเปลี่ยนน้ำมันเมื่อเริ่มดำ ค่าน้ำมันเฉลี่ยต่อไม้จึงอยู่ราว 0.50 ถึง 1.50 บาท สูงกว่าค่าถ่านของการปิ้งหลายเท่า ส่วนแก๊สที่ใช้ทอดก็เปลืองกว่าปิ้งนิดหน่อย เฉลี่ยราว 0.30 ถึง 0.50 บาทต่อไม้
ทำไมน้ำมันถึงกินกำไร
น้ำมันไม่ได้จ่ายครั้งเดียวจบ ยิ่งทอดนาน น้ำมันยิ่งเสื่อมและดำ ต้องเติมและเปลี่ยนบ่อย ร้านที่ปล่อยให้น้ำมันดำนอกจากเปลืองแล้ว ไส้กรอกยังมีกลิ่นไหม้และสีไม่สวย ทำให้ขายยากขึ้น การกรองน้ำมันทุกวันและทอดด้วยไฟกลางช่วยยืดอายุน้ำมันและคุมต้นทุนได้
รวมแล้วต้นทุนไส้กรอกทอดต่อไม้โดยทั่วไปอยู่ราว 8 ถึง 9 บาท เมื่อขายไม้ละ 10 ถึง 15 บาท จะเหลือกำไรต่อไม้ราว 2 ถึง 6 บาท
ตารางเทียบต้นทุนต่อไม้ ปิ้งกับทอด
ตัวเลขข้างล่างเป็นค่าเฉลี่ยในตลาด ราคาจริงเปลี่ยนตามราคาวัตถุดิบ จำนวนที่สั่ง และทำเลร้าน ใช้เป็นแนวทางคิดต้นทุนของตัวเองได้
| รายการต้นทุนต่อไม้ | ไส้กรอกปิ้ง | ไส้กรอกทอด |
| ค่าไส้กรอก | 5 ถึง 8 บาท | 5 ถึง 8 บาท |
| ค่าเชื้อเพลิง | 0.20 ถึง 0.40 บาท (ถ่าน/แก๊ส) | 0.80 ถึง 2 บาท (น้ำมัน/แก๊ส) |
| ค่าไม้เสียบ | 0.20 ถึง 0.50 บาท | 0.20 ถึง 0.50 บาท |
| ค่าถุงและน้ำจิ้ม | 0.50 ถึง 1 บาท | 0.50 ถึง 1 บาท |
| รวมต้นทุนต่อไม้ | ราว 7 ถึง 8 บาท | ราว 8 ถึง 9 บาท |
| กำไรต่อไม้ (ขาย 12 บาท) | ราว 4 ถึง 5 บาท | ราว 3 ถึง 4 บาท |
จากตาราง ต้นทุนสองแบบต่างกันหลักไม่กี่บาทต่อไม้ จุดที่ทำให้ต่างคือค่าเชื้อเพลิง ปิ้งใช้ถ่านหรือแก๊สซึ่งถูกกว่า ส่วนทอดมีค่าน้ำมันบวกเข้ามาทุกวัน ทำให้กำไรต่อไม้ของปิ้งสูงกว่านิดหน่อยเมื่อขายราคาเท่ากัน
กำไรต่อวัน คิดยังไงให้เห็นภาพ
กำไรไส้กรอกต่อวันมาจากกำไรต่อไม้คูณจำนวนไม้ที่ขายได้ ยิ่งขายได้เยอะ กำไรยิ่งทบ ตารางข้างล่างคิดจากกำไรต่อไม้ราว 4 บาท เพื่อให้เห็นภาพง่าย
| ขายได้ต่อวัน | กำไรต่อวัน (กำไร 4 บาทต่อไม้) |
| 150 ไม้ | ราว 600 บาท |
| 200 ไม้ | ราว 800 บาท |
| 300 ไม้ | ราว 1,200 บาท |
ตัวเลขนี้ยังไม่หักค่าเช่าที่และค่าแรง ถ้าทำเลดีและขายได้ต่อเนื่อง กำไรหลักพันต่อวันเป็นไปได้จริง สิ่งที่ทำให้ขายได้เยอะคือของอร่อย รสคงที่ และหน้าร้านน่าซื้อ ไม่ใช่แค่ต้นทุนถูกอย่างเดียว
ขายแบบไหนเหมาะกับทำเลไหน
ปิ้งกับทอดไม่มีแบบไหนดีกว่าแบบหนึ่งเสมอไป ขึ้นกับทำเลและกลุ่มลูกค้า ร้านในตลาดนัดหรือหน้าโรงเรียนที่คนเดินผ่านเยอะและอยากได้ของไว การทอดได้เปรียบเพราะทำทีละหลายชิ้นและเสิร์ฟเร็ว ส่วนทำเลที่คนชอบกลิ่นหอมของการย่าง เช่น ตลาดเย็นหรือหน้าหมู่บ้าน การปิ้งดึงลูกค้าด้วยกลิ่นได้ดีและต้นทุนเชื้อเพลิงต่ำกว่า
หลายร้านขายทั้งปิ้งและทอดในร้านเดียว เพื่อให้ลูกค้าเลือกได้และเพิ่มยอดขายต่อหัว ถ้าจะเริ่มแบบนี้ ควรดูอุปกรณ์ขายไส้กรอกที่ต้องมีให้ครบก่อน จะได้ไม่ลงทุนซ้ำซ้อน
อยากขยายเป็นธุรกิจจริงจัง เลือกทางไหน
ถ้าขายดีจนอยากขยาย มีสองทางหลักคือซื้อแฟรนไชส์หรือสร้างแบรนด์ขายเอง แต่ละทางมีต้นทุนและความเสี่ยงต่างกัน อ่านเทียบข้อดีข้อเสียได้ที่แฟรนไชส์ไส้กรอกกับการขายเอง เพื่อเลือกทางที่เหมาะกับเงินทุนและเวลาของตัวเอง
ไม่ว่าจะปิ้งหรือทอดไส้กรอก การมีลูกค้าประจำคือกุญแจของกำไรระยะยาว การเก็บช่องทางติดต่อไว้แจ้งโปรหรือตำแหน่งร้าน ช่วยให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำ วิธีทำการตลาดแบบนี้อ่านเพิ่มได้ที่การตลาดไส้กรอกผ่านไลน์และเฟซบุ๊ก
ลดต้นทุนยังไงให้กำไรเพิ่ม
วิธีลดต้นทุนที่ได้ผลที่สุดคือคุมค่าไส้กรอกซึ่งเป็นก้อนใหญ่สุด สั่งเป็นล็อตใหญ่เพื่อให้ได้ราคาส่งต่ำลง และเลือกของเนื้อแน่นที่ไม่หดมากเวลาโดนความร้อน เพราะของที่หดเยอะทำให้ลูกค้ารู้สึกไม่คุ้มและร้านต้องใช้ชิ้นมากขึ้นต่อไม้
สำหรับร้านทอด การกรองน้ำมันทุกวันและไม่ทอดด้วยไฟแรงเกินไปช่วยยืดอายุน้ำมันได้มาก ส่วนร้านปิ้ง การก่อถ่านให้พอดีและปิดเตาเมื่อพักขายช่วยประหยัดเชื้อเพลิง ของจุกจิกอย่างน้ำจิ้มควรตวงใส่ถ้วย ไม่ราดแบบไม่จำกัด ทุกบาทที่ประหยัดได้ต่อไม้ เมื่อคูณด้วยร้อยไม้ต่อวันก็กลายเป็นกำไรก้อนโต
ที่ StarUp Foods ผลิตไส้กรอกหลายชนิดด้วยเนื้อจริง รสคงที่ และคุมมาตรฐาน อย. กับ GMP เพื่อให้พ่อค้าแม่ค้าได้ของที่ทนความร้อน ไม่หดง่าย และบวกกำไรต่อได้สบาย
พ่อค้าแม่ค้าหรือบริษัทที่ต้องการสั่งจำนวนมาก ดูรายการสินค้าทั้งหมด หรือติดต่อ StarUp Foodsเพื่อขอตัวอย่างสินค้าและเสนอราคา ราคาส่งและเงื่อนไขคุยกันได้ตามจำนวนสั่ง หาซื้อปลีกได้ที่ CJ โลตัส แม็คโคร มิ-มินิมาร์ท และตลาดสดทั่วไป
คำถามที่พบบ่อย
โดยทั่วไปไส้กรอกปิ้งมีกำไรต่อไม้สูงกว่าทอดเล็กน้อย เพราะค่าถ่านหรือแก๊สถูกกว่าค่าน้ำมัน แต่การทอดทำได้เร็วและทีละหลายชิ้น เหมาะกับทำเลคนเดินเยอะ จึงอาจขายได้จำนวนมากกว่าในเวลาเท่ากัน เลือกตามทำเลและกลุ่มลูกค้าของร้าน
ไส้กรอกปิ้งต้นทุนต่อไม้โดยทั่วไปราว 7 ถึง 8 บาท ส่วนไส้กรอกทอดราว 8 ถึง 9 บาท ก้อนใหญ่สุดคือค่าไส้กรอกราว 5 ถึง 8 บาทต่อไม้ ที่เหลือเป็นค่าเชื้อเพลิง ไม้ ถุง และน้ำจิ้ม
ทอดเปลืองน้ำมันกว่าปิ้งจริง ค่าน้ำมันเฉลี่ยราว 0.50 ถึง 1.50 บาทต่อไม้ คุมได้ด้วยการกรองน้ำมันทุกวัน ทอดด้วยไฟกลาง และไม่ปล่อยให้น้ำมันดำจนต้องทิ้งทั้งหมดบ่อย ๆ
สำหรับใครที่ต้องการทำธุรกิจขายปลีกหรือขายส่งไส้กรอกและอาหารแช่แข็ง ติดต่อ StarUp Foodsได้เลย ผลิตในไทย ส่งของไว มีหลายชนิดให้เลือก พร้อมให้คำปรึกษาเรื่องการเลือกของให้เหมาะกับร้าน
อ้างอิง
- กรมพัฒนาธุรกิจการค้า: ข้อมูลการเริ่มต้นและจดทะเบียนธุรกิจค้าขายรายย่อย
- สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.): มาตรฐานความปลอดภัยของอาหารแปรรูป
- ฐานเศรษฐกิจ: บทความธุรกิจอาหารริมทางและการตั้งราคา
- SME One: ความรู้การคิดต้นทุนและกำไรสำหรับผู้ประกอบการรายย่อย