Casing ไส้กรอก

ไส้ธรรมชาติ vs ไส้คอลลาเจน Casing แบบไหนสำหรับผลิตไส้กรอก มุมมองผู้ผลิต

การเลือกไส้บรรจุ (Casing) ระหว่างไส้ธรรมชาติกับไส้คอลลาเจน คือหนึ่งในการตัดสินใจที่สำคัญที่สุดของโรงงานผลิตไส้กรอก เพราะส่งผลทั้งต้นทุน รสชาติ และความสามารถในการผลิตจำนวนมาก สำหรับ StarUp Foods ที่ผลิตให้แบรนด์อื่นมานานหลายปี คำตอบไม่ได้ขาวดำ ไม่ได้ขึ้นกับราคาเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นกับว่าแบรนด์อยากวางสินค้าในระดับไหนและขายให้ใคร

บทความนี้เปรียบเทียบไส้ธรรมชาติกับไส้คอลลาเจนในทุกด้านที่โรงงานต้องคิด ทั้งต้นทุนต่อเมตร ความสม่ำเสมอของขนาด เนื้อสัมผัสหลังรมควัน อายุการเก็บ มาตรฐานฮาลาล และความเร็วของสายการผลิต เพื่อให้เจ้าของโรงงาน เจ้าของแบรนด์ และคนคิดสูตร ตัดสินใจได้บนข้อมูลจริง

ไส้ธรรมชาติเหมาะกับไส้กรอกพรีเมียมแบบยุโรปที่เน้นเสียงเด้งกรอบและเนื้อสัมผัสแท้ ส่วนไส้คอลลาเจนเหมาะกับการผลิตจำนวนมากที่ต้องการขนาดเท่ากันทุกชิ้นและต้นทุนต่ำกว่า โรงงานส่วนใหญ่เลือกใช้ทั้งสองแบบคู่กันตามสินค้า ไม่ใช่เลือกแบบใดแบบหนึ่ง

Casing ไส้กรอก ต่างกันยังไง

ไส้บรรจุไส้กรอก (Casing)คืออะไร เลือกยังไง

ไส้บรรจุคือเปลือกที่ห่อหุ้มเนื้อบดและเครื่องเทศของไส้กรอกให้คงรูปตลอดกระบวนการผลิต ตั้งแต่บรรจุ รมควัน ต้ม จนถึงตัดแบ่งและบรรจุภัณฑ์ ไส้บรรจุไม่ได้แค่ “ห่อ” เพราะมันส่งผลโดยตรงต่อรสชาติที่ออกมาตอนกัด อายุการเก็บของสินค้า และต้นทุนการผลิตต่อชิ้น

โรงงานผลิตไส้กรอกในตลาดโลกแบ่งไส้บรรจุเป็น 4 ประเภทหลัก ได้แก่ ไส้ธรรมชาติจากลำไส้สัตว์ ไส้คอลลาเจนจากหนังสัตว์ ไส้ใยผ้าจากเซลลูโลส และไส้พลาสติกหรือไนลอนสำหรับสินค้าแช่แข็งและฝานเป็นแผ่น ในไทย 90 เปอร์เซ็นต์ของไส้กรอกที่ขายจริงใช้ไส้ธรรมชาติหรือไส้คอลลาเจน 2 ประเภทแรก จึงเป็นสองตัวเลือกที่โรงงานต้องตัดสินใจตั้งแต่ขั้นวางแผนสายการผลิต

ไส้ธรรมชาติคืออะไร ทำไมยังเป็นมาตรฐานของพรีเมียม

ไส้ธรรมชาติคือเยื่อบุลำไส้ของสัตว์ที่ผ่านการทำความสะอาด แช่เกลือ และจัดเกรดจนได้เป็นเปลือกไส้กรอกพร้อมใช้งาน ในอุตสาหกรรมระดับโลกมี 3 ชนิดหลักที่โรงงานไทยสั่งเข้ามาใช้ คือไส้หมู ไส้แกะ และไส้วัว แต่ละชนิดมีขนาดและกลิ่นรสต่างกันชัดเจน

ไส้หมู

ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 28-42 มม. เป็นตัวเลือกหลักของไส้กรอกเยอรมันแบบ Bratwurst ไส้กรอกอิตาเลียน ไส้กรอกเยอรมันทั่วไป และไส้กรอกอีสานบางแบรนด์ ผนังหนาพอสมควร ทนต่อการรมควันและย่างได้ดี มีกลิ่นติดจากลำไส้ ซึ่งบางคนชอบ บางคนไม่ชอบ ต้องแช่น้ำอุ่นก่อนใช้ 30-60 นาทีเพื่อคลายเกลือและให้ยืดหยุ่น โรงงานที่ผลิตไส้กรอกแบบดั้งเดิมมักเลือกไส้หมูเพราะให้รสและกลิ่นแบบเดิม

ไส้แกะ

ขนาด 18-26 มม. บางกว่าไส้หมูชัดเจน นี่คือไส้ของไส้กรอกแฟรงค์เฟิร์ต ไส้กรอกเวียนนา ฮอทดอกแบบคลาสสิก และไส้กรอกค็อกเทล เสียงเด้งกรอบเวลากัดคือเอกลักษณ์ของไส้แกะที่ไส้คอลลาเจนทำตามได้ยาก ราคาต่อเมตรสูงที่สุดในกลุ่มไส้ธรรมชาติ เพราะได้ปริมาณน้อยจากแกะแต่ละตัว ผู้บริโภคที่ใส่ใจเนื้อสัมผัสจะแยกออกได้ทันทีว่ายี่ห้อใดใช้ไส้แกะ

ไส้วัว

ขนาดใหญ่ที่สุด 40-60 มม. ใช้กับไส้กรอกซาลามิบางชนิด โบโลญญ่า และไส้กรอกฮาลาลบางสูตร ผนังหนา ทนทาน แต่ต้องจัดการความสะอาดอย่างระมัดระวังเพราะมีชั้นเยื่อหนากว่าชนิดอื่น โรงงานในไทยที่ทำฮาลาลมักเลือกไส้วัวแทนไส้หมูด้วยเหตุผลด้านศาสนา และส่งออกไปประเทศมุสลิมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ตรงกับใบรับรองของลูกค้า

ในภาพรวม ไส้ธรรมชาติกินได้ทั้งชิ้น ย่อยง่าย และให้เสียงเด้งกรอบที่เป็นเอกลักษณ์ ซึ่งเป็นเหตุผลที่โรงงานที่เน้นตลาดพรีเมียมยังคงใช้แม้ต้นทุนจะสูงกว่า สำหรับธุรกิจที่อยากเข้าใจขั้นตอนการผลิตทั้งหมด ตั้งแต่วัตถุดิบเนื้อจนถึงการบรรจุ บทความไส้กรอกอีสานข้าว อธิบายไว้ละเอียดในมุมของผู้ผลิตจริง

ไส้คอลลาเจนคืออะไร ทำไมเปลี่ยนอุตสาหกรรมไส้กรอก

ไส้คอลลาเจนคือเปลือกที่สังเคราะห์จากคอลลาเจนในหนังวัวหรือหนังหมู (ชั้นใต้ผิวหนัง) ผ่านกระบวนการรีดเป็นท่อต่อเนื่อง เส้นผ่าศูนย์กลางคงที่ทุกเมตร และตัดเป็นแกนยาว 15-50 เมตร ไส้คอลลาเจนเข้ามาเปลี่ยนอุตสาหกรรมไส้กรอกหลังปี 1960 เป็นต้นมา เพราะทำให้เครื่องบรรจุอัตโนมัติทำงานได้นิ่งและเร็วกว่าไส้ธรรมชาติหลายเท่า

ไส้คอลลาเจนกินได้

ขนาด 18-32 มม. ใช้กับไส้กรอกค็อกเทล ไส้กรอกอาหารเช้า ไส้กรอกเสียบไม้ และไส้กรอกแฟรงค์เฟิร์ตราคาประหยัด ผนังบาง กัดแล้วไม่เหนียว ลูกค้าปลายทางกินได้ทั้งชิ้นเหมือนไส้ธรรมชาติ ผลิตได้หลายเกรดตามคุณภาพคอลลาเจนต้นทาง เกรดธรรมดาราคาต่อเมตรจะต่ำกว่าไส้แกะประมาณ 60-75 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นเหตุผลหลักที่โรงงานตลาดทั่วไปเลือกใช้

ไส้คอลลาเจนไม่กินได้

ขนาดใหญ่ขึ้น 32-90 มม. สำหรับแฮม ซาลามิ มอร์ทาเดลล่า ผู้บริโภคต้องปอกเปลือกออกก่อนกิน เนื้อภายในถูกอัดให้สวยเรียบ เหมาะกับสินค้าฝานแผ่นที่ขายเป็นแพ็ก กระบวนการผลิตใช้คอลลาเจนหนากว่าและมีฟิล์มเคลือบที่ลอกออกได้ง่ายหลังต้มหรืออบเสร็จ

ข้อจำกัดที่ต้องรู้

ไส้คอลลาเจน ไม่ใช่ฮาลาลอัตโนมัติ ต้องเลือกเกรดที่ผลิตจากหนังวัวที่ผ่านการเชือดตามหลักศาสนาอิสลาม ถ้าใช้ไส้คอลลาเจนจากหนังหมูในโรงงานที่ต้องการใบรับรองฮาลาลจะไม่ผ่าน จุดนี้เป็นเรื่องที่จัดการยากของโรงงานที่สลับสายการผลิตระหว่างฮาลาลและไม่ฮาลาล ต้องแยกล็อตและเก็บเอกสารตามรอยให้ชัดเจน นอกจากนี้ผู้บริโภคบางกลุ่มมีความเชื่อทางวัฒนธรรมเรื่องสินค้าจากหนังสัตว์ ทำให้บางตลาดต้องการระบุ ไส้ธรรมชาติ บนฉลากเพื่อขายได้ราคาดีขึ้น

เลือก Casing ไส้กรอกแบบไหน?

เปรียบเทียบ 8 ด้านที่โรงงานต้องตัดสินใจ

จากประสบการณ์ผลิตของ StarUp Foods กับลูกค้าที่รับจ้างผลิตให้กว่าหลายสิบแบรนด์ ปัจจัย 8 ข้อต่อไปนี้คือสิ่งที่เจ้าของโรงงานควรชั่งน้ำหนักก่อนเลือกระบบไส้บรรจุที่จะลงทุนระยะยาว

1 ต้นทุนต่อเมตร

ไส้คอลลาเจนถูกกว่าไส้ธรรมชาติในทุกขนาด เช่น ขนาด 22-24 มม. ไส้แกะตกเมตรละประมาณ 4-7 บาท ในขณะที่ไส้คอลลาเจนเกรดทั่วไปอยู่ที่ 1.2-2.5 บาทต่อเมตร ต่างกัน 3-4 เท่า สำหรับโรงงานที่ผลิตวันละหลายร้อยกิโลกรัม ส่วนต่างนี้แปลงเป็นกำไรต่อเดือนที่มีนัยสำคัญ

2 ความสม่ำเสมอของขนาด

ไส้คอลลาเจนชนะขาดในด้านนี้ เพราะรีดได้เส้นผ่าศูนย์กลางคงที่ทุกเมตร ส่วนไส้ธรรมชาติเบี่ยงเบน 1-3 มม. ภายในแกนเดียวกันเป็นเรื่องปกติ ผู้ซื้อภาคโรงแรมและร้านอาหารที่รับไส้กรอกใส่ถุงขายปลีกและต้องการน้ำหนักต่อชิ้นนิ่งเสมอ จะกังวลเรื่องนี้เพราะลูกค้าปลายทางเปรียบเทียบได้ทันทีบนชั้นวาง

3 เนื้อสัมผัสและเสียงเด้งกรอบ

ไส้ธรรมชาติให้เสียงเด้งกรอบจริงตอนกัด เพราะเป็นเส้นใยโปรตีนที่หดตัวหลังทอดหรือย่าง ส่วนไส้คอลลาเจนเลียนแบบเสียงเด้งได้บ้างแต่ไม่เท่า ลูกค้าที่กินไส้กรอกแฟรงค์เฟิร์ตหลายยี่ห้อจะสังเกตว่าความรู้สึก “กัดแล้วเสียงดังป๊อก” เป็นตัวคัดยี่ห้อที่เจ้าของแบรนด์ยอมจ่ายราคาไส้แกะเพื่อให้ได้ และสร้างลูกค้าประจำได้ในระยะยาว

4 ความยากในการผลิตและกำลังการผลิต

ไส้คอลลาเจนทำงานกับเครื่องอัดอัตโนมัติได้นิ่ง ความยาวต่อเมตรคงที่ ทำให้คำนวณขนาดต่อชิ้นได้แม่นยำ ไม่ต้องแช่น้ำก่อน ใส่เครื่องได้เลย ในขณะที่ไส้ธรรมชาติต้องแช่น้ำอุ่น 20-60 นาที ใส่เครื่องอัดแล้วต้องคุมแรงดันละเอียดเพราะผนังไม่สม่ำเสมอ ถ้าแรงดันเกินจะแตก ถ้าต่ำจะหลวม กำลังการผลิตต่อชั่วโมงต่างกัน 30-50 เปอร์เซ็นต์

5 อายุการเก็บและการจัดการ

ไส้คอลลาเจนเก็บแห้งในกล่องปิดได้ 12-18 เดือน โดยไม่ต้องแช่เย็น ส่วนไส้ธรรมชาติแช่เกลือเก็บได้ประมาณ 6-12 เดือนในตู้เย็น 4 องศา ถ้าอุณหภูมิควบคุมไม่ดีจะเริ่มมีกลิ่นเหม็น จุดนี้เป็นเหตุผลที่โรงงานเล็ก ๆ นิยมสั่งคอลลาเจนเพราะจัดการง่ายกว่าและไม่กินพื้นที่ตู้เย็น

6 ความพร้อมของวัตถุดิบ

ไส้ธรรมชาติต้องนำเข้าจากซัพพลายเออร์เฉพาะที่มีโรงงานแปรรูปในยุโรปหรือนิวซีแลนด์ ระยะเวลาส่งมอบ 6-10 สัปดาห์แบบจองล่วงหน้า ส่วนไส้คอลลาเจนมีผู้ผลิตทั่วเอเชีย (จีน ญี่ปุ่น เยอรมนี) ส่งของได้ 2-4 สัปดาห์ การเปลี่ยนซัพพลายเออร์ไส้คอลลาเจนทำได้ง่ายกว่ามาก ในกรณีที่ซัพพลายเออร์หลักมีปัญหา

7 มาตรฐาน GMP HACCP ฮาลาล

ทั้งสองผ่าน GMP มาตรฐานการผลิต และ HACCP มาตรฐานความปลอดภัยอาหารได้ถ้าซัพพลายเออร์มีมาตรฐาน ส่วนฮาลาลต้องตรวจต้นน้ำให้ละเอียด ถ้าเลือกไส้ธรรมชาติต้องเป็นไส้แกะหรือไส้วัวฮาลาลเท่านั้น ถ้าเลือกไส้คอลลาเจน ต้องระบุชัดว่าผลิตจากหนังวัวฮาลาลและมีใบรับรองรายปี โรงงานในไทยที่ผลิตสินค้าฮาลาลควรขอเอกสารทุกล็อตจากซัพพลายเออร์เพื่อตามรอยที่มา

8 ความเหมาะกับประเภทไส้กรอก

ไม่ใช่ทุกประเภทไส้กรอกจะใช้ไส้บรรจุได้ทุกแบบ ตารางต่อไปนี้สรุปแนวทางจากประสบการณ์ผลิตจริง

ประเภทไส้กรอกไส้บรรจุที่แนะนำเหตุผล
Bratwurst ไส้กรอกอิตาเลียนไส้หมูธรรมชาติรสและเสียงเด้งดั้งเดิม
แฟรงค์เฟิร์ต เวียนนา ฮอทดอกไส้แกะขนาดพอดี เสียงเด้งคม
ไส้กรอกค็อกเทลตลาดทั่วไปไส้คอลลาเจนกินได้ต้นทุนต่ำ ผลิตเร็ว
ไส้กรอกเสียบไม้ ไส้กรอกประหยัดไส้คอลลาเจนกินได้เข้ากับเครื่องอัตโนมัติ
ซาลามิ มอร์ทาเดลล่า แฮมไส้คอลลาเจนไม่กินได้รูปทรงนิ่ง เหมาะฝาน
ไส้กรอกอีสานพรีเมียมไส้หมูธรรมชาติคงรสและสัมผัสดั้งเดิม

โรงงานแบบไหนควรเลือกแบบไหน

คำตอบไม่ตายตัว แต่พอสรุปเป็นตารางตัดสินใจตามขนาดและตำแหน่งในตลาดได้ 4 กลุ่มหลัก

โรงงานพรีเมียมแบบยุโรป (ผลิต 100-500 กก./วัน)

เลือกไส้ธรรมชาติเป็นหลัก (หมู/แกะ) และสำรองคอลลาเจนสำหรับสินค้าที่ต้องการขนาดเสมอ เช่น ไส้กรอกขายปลีกในซูเปอร์มาร์เก็ตที่ลูกค้าเปรียบเทียบขนาดต่อชิ้น เหตุผลคือเรื่องราวของแบรนด์และราคาพรีเมียม คุ้มค่ากับต้นทุนไส้ที่สูงกว่า ลูกค้าเป้าหมายเป็นกลุ่มที่ยอมจ่ายเพิ่ม 30-50 บาทต่อแพ็กเพื่อเนื้อสัมผัสที่ดีกว่า

โรงงานขนาดกลาง ผลิตหลายสินค้า (500 กก. ถึง 2 ตัน/วัน)

เลือกใช้ทั้งสองแบบผสมกัน โดยสินค้าเรือธงใช้ไส้ธรรมชาติ และสินค้าราคาประหยัดใช้คอลลาเจน StarUp Foods ใช้แนวทางนี้เพราะยืดหยุ่นและบริหารกำไรรายสินค้าได้ ทำให้แบรนด์เรือธงรักษาภาพลักษณ์พรีเมียม ขณะที่สินค้าราคาประหยัดตอบโจทย์ลูกค้าตลาดทั่วไปในราคาที่แข่งขันได้

โรงงานรับจ้างผลิตให้แบรนด์อื่น

ทำตามที่ลูกค้าต้องการ ต้องมีความสามารถผลิตได้ทั้งสองระบบ ลงทุนเครื่องอัดทั้งแบบมือ (สำหรับไส้ธรรมชาติ) และแบบอัตโนมัติ (สำหรับไส้คอลลาเจน) เก็บไส้ทั้ง 2 ประเภทพร้อมรับงานหลากหลาย และมีทีมคำนวณต้นทุนต่อชิ้นให้ลูกค้าเปรียบเทียบได้ก่อนยืนยันคำสั่งซื้อ

ผู้ผลิตหน้าใหม่ (เริ่มต้น ทำที่บ้าน)

เริ่มที่ไส้คอลลาเจนขนาดกลาง 22-24 มม. เพราะจัดการง่าย ต้นทุนต่ำ และเหมาะกับเครื่องอัดขนาดเล็ก พอขยายธุรกิจถึงจุดที่มีสินค้าพรีเมียมและลูกค้าประจำมั่นคงแล้ว ค่อยเพิ่มไส้ธรรมชาติเป็นทางเลือกในรอบผลิตเฉพาะ ไม่ควรเริ่มต้นที่ไส้ธรรมชาติเพราะการเรียนรู้เครื่องอัดมือเปล่าใช้เวลานานและเสียวัตถุดิบมาก

มุมมองจาก StarUp Foods หลังผลิตให้ลูกค้าหลากหลายเซกเมนต์

ในการทำงานจริงกับแบรนด์ที่ขายในห้าง ร้านอาหาร และตลาดส่งออก เราพบว่าสิ่งที่ลูกค้าตัดสินใจผิดบ่อยที่สุดคือ เลือกไส้ตามราคาเพียงอย่างเดียว โดยไม่ดูว่าแบรนด์ตัวเองวางตำแหน่งสินค้าอยู่ระดับไหน แบรนด์ที่ตั้งราคาพรีเมียมแต่ใช้ไส้คอลลาเจนเพื่อประหยัดต้นทุน มักโดนรีวิวเชิงลบเรื่องเนื้อสัมผัสและเสียลูกค้าประจำในไม่กี่เดือน

ในทางกลับกัน แบรนด์ที่ขายตลาดทั่วไป 25-35 บาทต่อแพ็กแต่ใช้ไส้หมูธรรมชาติ มักขาดทุนจนต้องเปลี่ยนสูตรกลางคัน ประเด็นคือ ไส้ต้องตรงกับราคาและกลุ่มเป้าหมาย ถ้าแบรนด์ยังหาตำแหน่งสินค้าไม่ชัด ให้เริ่มที่คอลลาเจนก่อนแล้วค่อยอัปเกรดเมื่อตลาดชัดแล้ว

บริษัท StarUp Foods ยินดีรับปรึกษาการเลือกไส้บรรจุสำหรับโรงงานที่รับจ้างผลิตให้แบรนด์อื่น โดยเทียบต้นทุนและเนื้อสัมผัสให้แต่ละโครงการ ดูไส้กรอกของ StarUp Foods ที่ผลิตจริงอยู่เป็นตัวอย่างก่อนได้

สรุป

ไส้ธรรมชาติและไส้คอลลาเจนไม่ได้อยู่ในสนามแข่งเดียวกัน ไส้ธรรมชาติคือเครื่องมือของแบรนด์พรีเมียมที่ขายประสบการณ์และของแท้ ส่วนไส้คอลลาเจนคือเครื่องมือของการผลิตจำนวนมากและขนาดที่นิ่ง การตัดสินใจที่ถูกต้องไม่ใช่เลือกแบบใดแบบหนึ่ง แต่เลือกให้ตรงกับสินค้าและกลุ่มเป้าหมายของแบรนด์ในแต่ละจุดของตลาด

โรงงานที่ยังอยู่ในช่วงพัฒนาสูตรและหาตำแหน่งสินค้า ลองปรึกษา StarUp Foods เพื่อประเมินเนื้อสัมผัสและต้นทุนก่อนตัดสินใจลงทุนเครื่องจักรหรือสั่งไส้ล็อตใหญ่ การเลือกผิดในขั้นนี้กระทบงบประมาณและภาพลักษณ์แบรนด์ในระยะยาว

คำถามที่พบบ่อย

ไส้คอลลาเจนปลอดภัยแค่ไหนเทียบกับไส้ธรรมชาติ

ไส้คอลลาเจนที่ผ่านมาตรฐาน GMP และ HACCP ปลอดภัยเทียบเท่าไส้ธรรมชาติ เพราะผลิตในสภาวะควบคุมสูงและผ่านการฆ่าเชื้อระหว่างกระบวนการรีด ส่วนไส้ธรรมชาติปลอดภัยถ้ามาจากซัพพลายเออร์ที่ผ่าน GMP และจัดการห่วงโซ่ความเย็นดี ทั้งสองชนิดจึงปลอดภัยถ้าโรงงานเลือกซัพพลายเออร์ที่ได้มาตรฐานและบริหารคลังวัตถุดิบอย่างถูกต้อง ปัจจัยเสี่ยงไม่ได้อยู่ที่ตัวไส้แต่อยู่ที่ซัพพลายเออร์และการเก็บรักษา

ไส้คอลลาเจนฮาลาลมีไหม

มี แต่ต้องเลือกเกรดที่ระบุชัดว่าผลิตจากหนังวัวที่ผ่านการเชือดตามหลักศาสนาอิสลาม ซัพพลายเออร์ในตลาดโลกที่ได้ใบรับรองฮาลาลมีไม่มากนัก ส่วนใหญ่อยู่ในยุโรปและมาเลเซีย สำหรับโรงงานไทยที่ต้องการผลิตไส้กรอกฮาลาล ควรขอเอกสารใบรับรองฮาลาลและการตามรอยที่มาทุกล็อตจากซัพพลายเออร์ก่อนสั่งผลิต และตรวจสอบทุกปีเพราะใบรับรองมีอายุ

ไส้คอลลาเจนทำให้ไส้กรอกรสชาติแย่ลงจริงไหม

ไม่ทำให้รสแย่ลงโดยตรง เพราะรสชาติมาจากเนื้อและเครื่องเทศ แต่ไส้คอลลาเจนให้เสียงเด้งและความรู้สึกในปากต่างจากไส้ธรรมชาติชัดเจน ผู้บริโภคที่ใส่ใจเนื้อสัมผัสอาจรู้สึกว่าไส้คอลลาเจนเรียบร้อยเกินไปและขาดมิติของการกัด ถ้าต้องการความรู้สึกแบบไส้แกะหรือไส้หมูต้องใช้ไส้ธรรมชาติเท่านั้น ถ้าไม่ใช่ประเด็นสำคัญของกลุ่มเป้าหมาย ไส้คอลลาเจนก็ทำงานได้ดีและประหยัดต้นทุน

ต้นทุนไส้ต่อเมตรมีผลกับราคาขายปลีกกี่เปอร์เซ็นต์

โดยทั่วไปต้นทุนไส้เป็นประมาณ 3-8 เปอร์เซ็นต์ของต้นทุนสินค้ารวม คือไม่ใหญ่เท่าต้นทุนเนื้อหรือเครื่องเทศ แต่ก็พอที่จะส่งผลกับส่วนต่างกำไร สำหรับไส้กรอกตลาดทั่วไปที่แข่งกันที่ราคา ต่างกัน 2-3 บาทต่อเมตรในระดับผลิตวันละ 1 ตันแปลงเป็นเงินหลายหมื่นบาทต่อเดือน จึงเป็นปัจจัยที่โรงงานควรคำนวณในแผนการเงินเสมอ

StarUp Foods ใช้ไส้แบบไหนในการผลิต

StarUp Foods ใช้ระบบผสมตามกลุ่มสินค้า ไส้กรอกรมควัน ไส้กรอกค็อกเทล และไส้กรอกพรีเมียมบางชนิดใช้ไส้ธรรมชาติเพื่อคงเนื้อสัมผัสและเสียงเด้ง ส่วนสินค้าตลาดทั่วไปที่ผลิตปริมาณมากใช้ไส้คอลลาเจนกินได้ที่ผ่านมาตรฐาน GMP และ HACCP โดยทุกล็อตมีการตามรอยที่มาตั้งแต่ซัพพลายเออร์ต้นน้ำถึงไลน์บรรจุ และมีใบรับรองฮาลาลสำหรับสินค้าที่ส่งออกตลาดมุสลิม

Share on

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง